วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ผมรวยทั้งเงินและน้ำใจครับ

John D. Rockefeller มหาเศรษฐีที่น่าอนาจแต่ปรับปรุงตัวเองจนกลายเป็นที่เคารพ

ผมชักเริ่มสงสัยขึ้นทุกทีแล้วครับ ว่าตกลงแล้ว การที่คนเราส่วนใหญ่เข้าวัดทำบุญ นั่นเพราะเรามีความเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมอย่างเหนียวแน่น หรือแท้ที่จริงเราถูกปลูกฝังความเชื่ออะไรบางอย่างภายใต้จิตสำนึกของเรา ภาพลักษณ์ของการทำบุญเท่าที่เรานึกออกคือ การทำบุญเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต หลายครั้งมันอยู่ในรูปแบบการเสียสละ แต่ในหลายๆครั้ง การทำบุญถูกนำไปใช้ในรูปแบบของการลงทุน ทำด้วยทรัพย์จำนวนเท่านี้ และขอพรด้วยจำนวนเท่านั้น การทำบุญที่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยประสบมา คือความสบายใจที่เกิดขึ้นทั้งก่อน ขณะ และหลังทำบุญ ถ้าหวังมากกว่านี้น่าจะเรียกว่าเป็นความโลภได้

และถ้าคุณได้เคยอ่านหนังสือธรรมะ หรือหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องอิทธิฤทธิ์ของบุญ แล้วก็มีความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ครั้นจะเชื่อก็ดูเหมือนงมงาย ครั้นจะไม่เชื่อก็กลัวถูกกล่าวหาว่าเป็นคนนอกศาสนา เพราะมีแต่คนการันตีๆเอาว่าทำบุญแล้วดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ แต่ไม่มีใครสามารถเอาหลักฐานมาตั้งให้เห็นและจับต้องได้ ทั้งที่ชีวิตนี้ก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดี แล้วเราจะเลือกที่จะเชื่อเรื่องของการทำบุญได้อย่างไรถึงจะเรียกได้ว่าเป็นคนฉลาด โดยที่เราสามารถจับต้องได้ มีหลักการและเหตุผล ไม่งมงาย รวมไปถึงสามารถอธิบายได้ตามหลักจิตวิทยา วิทยาศาสตร์ และศาสนา

ฉะนั้น เรื่องราวในวันนี้ ผมจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่มีตัวตนจริงๆ ที่ได้อานิสงค์จากการทำบุญในปัจจุบันชาติจริง โดยที่เขาไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ และไม่น่าจะมีความรู้เรื่องกฏแห่งกรรม เรียกได้ว่าเขาอาจจะเป็นคนทำบุญที่ไม่ได้ตั้งความเชื่อพื้นฐานเรื่องการทำบุญเหมือนชาวพุทธเลยด้วยซ้ำ ชีวิตการทำบุญของเขา เริ่มต้นจากศูนย์ ซึ่งแตกต่างกับชาวพุทธที่มีความเชื่อเรื่องการทำบุญเต็มที่เลย แล้วคำถามที่น่าสนใจคือ การทำบุญช่วยอะไรเขาได้บ้าง เขาได้รับอานิสงค์อย่างไรจากการทำบุญ

เขาคือผู้โด่งดังจากการก่อตั้งบริษัท Standard Oil และปัจจุบันเป็นคนที่มีบุญคุณต่อคนอีกหลายๆแสนล้านคนในปัจจุบัน เขาคนนั้นมีชื่อว่า John d Rockefeller ครับ



ภาพจาก

ภาพจาก freeinfosociety.com

ถ้าคุณอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร น่าสนใจอย่างไร ผมขอเล่าง่ายๆ ว่าเขาเป็นอภิมหาเศรษฐีโครตรวย รวยโครตๆ รวยจนน่าตกใจ เนื่องจากเขาเป็นคนรวยที่หาตัวจับได้ยาก นิสัยของเขาจึงเต็มไปด้วยความร้ายมากเช่นกัน เขาเป็นคนเจ้าอารมณ์ วิตกจริต ชอบเป็นทุกข์ ไม่ยอมปล่อยวางเรื่องราวต่างๆในชีวิต และไม่ให้อภัยคนเลยแม้แต่เรื่องเดียว ด้วยความเครียดต่างๆนาๆที่เขาเป็นคนสร้างเอาไว้ เพียงแค่วัยกลางคน ร่างกายของเขาไม่ต่างอะไรไปจากซากศพเดินได้

นานวันเข้า การทำงานอย่างไม่ปล่อยวางทำให้สุขภาพของเขาทรุดโทรอย่างหนัก เขารับประทานอาหารแทบไม่ได้ ต้องทานอาหารที่ไม่มีใครอยากทานคือ "นมคน" เพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอด ในวินาทีนั้นชายนิสัยเสียแปลงสภาพกลายเป็นมหาเศรษฐีที่น่าอนาจที่สุดในโลกคนหนึ่ง เขาป่วย เขาโดดเดี่ยว เขากำลังจะตาย ไม่มีใครเข้าใจเขา ไม่มีใครเหลียวแลเขา ไม่มีโศกเศร้าเสียใจให้เขาแม้วันที่เขาตายลาจากโลกนี้ไป

เมื่อถึงขีดสุดของสุขภาพทั้งกายและใจ แพทย์ลงความเห็นให้เขาเลิกใช้ชีวิตของเขากับธุรกิจ ถ้าเขายังไม่เปลี่ยนแปลงนิสัย ความตายจะมาเยือนเขาอย่างรวดเร็วแน่นอน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่แพทย์สามารถมอบให้ได้คือคำแนะนำ แนะนำให้เขา "วางมือ"

และลองเดาสิครับ คนอย่างเขา คนที่คลั่งธุรกิจ เขาตัดสินใจอย่างไร...???

เขาตัดสินใจ แขวนนวมครับ ภาระและหน้าที่ทุกอย่างถูกวางไว้ตรงนั้นเพื่อรักษาชีวิต แต่ถึงเขาวางมือจากการทำงานของเขาก็จริง อุปนิสัยของเขาที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิต มันจะหายไปง่ายๆเชียวหรือ ในเมื่อเขาเป็นคนที่ยึดติดขนาดโคม่า คงไม่ง่ายเลยที่จะรักษาชีวิตของเขาด้วยการเปลี่ยนวิถีชีวิตแค่นั้น และความลับที่สำคัญที่สุดที่แม้แต่ตัวเขาเองไม่รู้ก็คือ แพทย์ที่รักษาตัวเขาก็ลงความเห็นว่าเขาจะสามารถมีชีวิตได้อีกประมาณ 2 ปี หมายความว่าเขาอาจจะต้องตายลงด้วยโรคสารพัดที่รุมเร้าอันมาจากนิสัยของเขาเองภายในวัย 54 ปีเท่านั้น

ระหว่างที่เขากำลังทนทุกข์ทรมานจากโรคของเขาที่เขาไม่ต้องการ เขามีเวลามากพอที่จะทำให้เขาเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับตัวเองทีละเล็กละน้อย การปล่อยวางจากธุรกิจของเขาทำให้เขาผ่อนคลายขึ้น และความผ่อนคลายนั้นเอง(มั้ง) ที่ทำให้เขาเริ่มคำนึงถึงความผิดพลาดของตัวเองในอดีต และเขาอยากแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยกระทำมา ใช่แล้ว เขาเริ่มนึกถึงคนอื่น เขาเริ่มสงสัยว่าเขาจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ จึงจะสามารถสร้างความสุขให้กับคนทั้งโลกได้

และด้วยความรู้สึกตรงนี้เอง ที่ทำให้เขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เขาบริจาคเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสาธารณกุศลโดยไม่แสวงหาผลตอบแทน

ในหนังสือที่เขียนถึงเรื่องราวของเขาได้กล่าวถึงขนาดที่ว่า แหล่งที่รับบริจาคเงินของเขาหลายแห่งปฏิเสธที่จะรับเงินของเขา เพราะชื่อเสียงของเขาที่เขาสร้างเอาไว้มีแต่เรื่องเสียๆทั้งนั้น ซึ่งเขาไม่สนใจ เขายังคงบริจาคต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ผมเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะรู้มั้ย ว่าการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาได้เปลี่ยนแปลงโลกไปมากมายมหาศาลขนาดไหน วงการแพทย์ วงการการศึกษา วงการเศรษฐกิจ สุขภาพ และวงการอื่นๆสามารถพัฒนาอย่างก้าวกระโดดได้ก็เพราะเขา

เมื่อเขาบริจาคจนอื่มตัว เขาก็ตั้งมูลนิธิของเขาขึ้นมา ชื่อมูลนิธิร็อคกี้ เฟลเลอร์ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อต่อสู้โรคภัยไข้เจ็บให้กับคนทั้งโลก เป็นบุญใหญ่ มหากุศล

มาเข้าคำถามสำคัญ เขาได้รับอะไรจากการบริจาคอย่างไม่แสวงหาผลตอบแทน คนใกล้ชิดเขาทุกคน ต่างพากันประหลาดใจเป็นอย่างมาก จากคนที่มีนิสัยสุดโต่งทางด้านความทุกข์ กลายมาเป็นคนที่มีความสุขจากการให้ เขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แม้กระทั่งวันที่ธุรกิจของเขาที่เขาสร้างขึ้นมาเองกับมือถึงวันล่มสลาย เขาก็ยังคงสามารถมีความสุขไม่ทุกข์ร้อน ไม่ยี่ระต่อเรื่องราวที่สามารถทำให้เขาทุกข์อีกต่อไป

เข้าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการเอาชนะความทุกข์ของเขา...???

แพทย์ที่รักษาเขาเคยพยากรณ์ไว้ว่าเขาไม่น่าจะมีอายุเกิน 54 ปี แล้วรู้ไหมครับ เขาเสียชีวิตตอนอายุเท่าไหร่

98 ปีครับ !!! จากคนใกล้ตายด้วยโรคร้ายในวัยกลางคน กลับเป็นคนที่มีอายุยาวนานถึง 98 ปี !!!

แล้วถามว่าภาพลักษณ์ของเขาที่ยังคนตราตรึงอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร ก็ลองไปค้นหาใน Google ดูสิครับ ว่าเขามีคนให้ร้ายกับยกย่องอย่างไหนมากกว่า

แล้วทางจิตวิทยากับทางวิทยาศาสตร์หละ รองรับเรื่องราวที่น่าจะเป็นเรื่องปาฏิหาริย์อย่างนี้ได้หรือเปล่า ทำไมคนใกล้ตายถึงสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้จากการทำบุญ เกิดอะไรขึ้น เพราะอะไร และทำไม คำตอบเดียวที่ผมรู้เรื่องนี้ก็คือ เพราะจิตอยู่เหนือร่างกายครับ ถ้าจิตดี ร่างกายก็มีเชื้อเพลิงที่ดีด้วย จิตที่เบาสบายและมีความสุขจากการทำบุญและความสงบถือเป็นจิตใจที่มีคุณภาพ ซึ่งแตกต่างจากจิตที่คิดแต่จะเอาเพียงอย่างเดียว ลองสังเกตให้ดีนะครับ เวลาเราทำบุญ จิตของเราเป็นอย่างไร ความสบายใจมากมายขนาดนั้น นั่นคือมหากุศลที่เราได้ร่วมกระทำแล้วครับ

John d Rockefeller เกิดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2382 ตายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2458


บทความจาก http://www.healingoftarot.com

1 ความคิดเห็น: