วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

HAPPY NEW YEAR 2012 ปีมะโรง

HAPPY  NEW  YEAR  2012





Happy New Year  Video



May God continue to bless you and your family with divine light, love and power that will bring much love, joy, peace, inner strength and overflowing abundance in your home. Happy New year!
ขอพระเจ้าอวยพรให้คุณและครอบครัวพบกับความเรืองรองในชีวิต ความรัก และ พลังที่นำความรัก ความสดใส ความสงบ จิตใจที่แข็งแกร่ง รวมทั้งความอุดมสมบูรณ์ มาแก่คุณและครอบครัว สวัสดีปีใหม่ ! 

ประวัติความเป็นมาของเทศกาลวันปีใหม่


วันขึ้นปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยตามความเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนีย เริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทินโดยอาศัยระยะต่าง ๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือน ก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนในทุก ๆ 4 ปี
ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติค ได้นำการปฏิบัติของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไขอีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้น จนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ (ประมาณ 46 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อโยซิเยนิส มาปรับปรุงให้หนึ่งปีมี 365 วัน โดยทุก ๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกสุรทิน เมื่อเพิ่มให้เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน ให้ทุกๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน
        
และในวันที่ 21 มีนาคม ตามปีปฏิทินของทุก ๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงตามทิศตะวันตก วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ 12 ชั่วโมงเท่ากัน เรียกว่า วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March)
        
แต่ในปี พ.ศ. 2125 วัน Equinox in March กลับไปเกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม ดังนั้นพระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป 10 วัน จากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2125 แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ตุลาคมแทน (ใช้เฉพาะในปี พ.ศ. 2125) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่าปฏิทินเกรกอเรี่ยน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้ วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา


กิจกรรมในวันขึ้นปีใหม่ 




กิจกรรมในวันขึ้นปีใหม่คนส่วนใหญ่จะมีการจับสลากของขวัญ ทำบุญตักบาตร ไหว้บุพการี  ไปวัดเพื่อทำบุญ ถือศีล ปฏิบัติธรรม หรือฟังพระธรรมเทศนา ฯลฯ เพื่อให้จิตใจสดชื่น แจ่มใส เบิกบาน ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่   เก็บกวาดทำความสะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน   จัดงานรื่นเริงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง หรือสถานที่ต่าง ๆจัดกิจกรรมร่วมนับถอยหลัง เพื่อก้าวสู่วันใหม่ หรือที่เรียกกันติดปากว่า "Countdown"

จากใจผู้เขียน : DO NOT DRINK AND DRIVE +++++++++ 
 




Culture 
ต่างประเทศมีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมตามยุคสมัย ปีใหม่ของแต่ละวัฒนธรรม แต่ละประเทศก็มีความหลากหลาย บางประเทศมีการเฉลิมฉลองในวันที่ 1 มกราคมของทุกปี เป็นการนับ ตามปฏิทิน เกรโกเรียน (Gregorian)
ปีใหม่แถวยุโรป และ อเมริกา
ส่วน คนที่สเปน โปรตุเกส เปรู บราซิล จะรับประทานองุ่น 12 ลูก ในเวลาเที่ยงคืนของคืนวันส่งท้ายปีเก่า โดยเริ่มรับประทานองุ่นลูกแรกเมื่อนาฬิกาตีครั้งที่หนึ่ง และจะไล่เรียงไปจนครบ 12 ลูก โดยเชื่อว่าองุ่นแต่ละลูกนั้นเปรียบได้กับหนึ่งเดือนของปี องุ่น 12 ลูก หมายถึง เดือน 12 เดือน โดยเชื่อว่าหากรับประทานองุ่นครบ 12 ลูกได้ทันเวลาที่นาฬิกาตีครบ 12 ครั้งจะมีโชคดีในปีใหม่ที่มาถึง แต่ชาวเปรูจะมีการรับประทานองุ่นรับปีใหม่ทั้งหมด 13 ลูก แทนที่จะเป็น 12 ลูกเหมือนที่บราซิล โปรตุเกส และ สเปน เพื่อการันตีความโชคดีหากกินองุ่นได้ครบทั้ง 13 ลูก ที่มาของการรับประทานองุ่นเฉลิมฉลองรับปีใหม่ เริ่มจากสมัยอดีตในสเปน มีการเก็บเกี่ยวองุ่นได้มาก จึงมีการนำองุ่นมาแจกจ่ายให้กับประชาชนในวันส่งท้ายปีเก่า เพื่อให้ประชาชนได้รับประทานองุ่นต้อนรับปีใหม่
การรับประทานอาหารในครอบครัวร่วมกันก็เป็นอีกวัฒนธรรมหนึ่งที่ผู้คนนิยมปฏิบัติ เช่น ในวันที่ 31 ธ.ค. ชาวนอร์เวย์นิยมทำขนมหวานที่เรียกว่า Rice pudding คล้ายกับข้าวเหนียวเปียกของไทยเรา โดยใส่ถั่วอัลมอนด์ลงไป 1 เม็ด หากใครได้รับประทานถั่วอัลมอนด์ที่อยู่ในขนมหวานนั้นจะถือว่ามีโชคดีตลอดปีใหม่
 ปีใหม่ที่เมืองจีน
ชาวจีน จะนำอุปกรณ์ทำครัวของมีคม เช่น มีดไปเก็บไว้อย่างมิดชิดเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการทำมีดบาดของคนในครอบครัว เปรียบได้กับการเกิดโชคไม่ดีในปีใหม่ที่มาถึง และบ้านเรือน เช่น ประตูหน้าบ้าน ก็จะมีการทาสีแดง ตกแต่งบริเวณบ้านด้วยสีแดง ซึ่งเชื่อว่าเป็นสีนำโชค ในเทศกาลปีใหม่ของจีน หรือที่เรียกว่า ตรุษจีน ประมาณวันที่ 20 มกราคม–20 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นการเฉลิมฉลองของชาวจีน

ปีใหม่ในประเทศพม่า
ช่วงเทศกาลปีใหม่ของเมียนมาร์หรือที่เรียกว่า
มหาติงกาน (Maha Thingyan) ตรงกับช่วงวันสงกรานต์ของประเทศไทยในช่วงกลางเดือนเมษายน ผู้คนจะพากันไปทำบุญสวดมนต์หรือเข้าวัดไปทำความสะอาดวัดวาอาราม รดน้ำอวยพรผู้ใหญ่และขอพรซึ่งกันและกัน บ้างถือศีลอดและมีการจัดงานรื่นเริง ในประเทศไทยเองก็มีการทำความสะอาดบ้านเรือน ขอพรผู้ใหญ่ บางคนเชื่อว่าการใส่เสื้อผ้าใหม่จะทำให้มีโชคดี


On the occasion of the New Year, may my friends  and I extend to you and yours family our warmest greetings, wishing you a happy New Year, your career greater success and your family happiness.
ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ดิฉันและเพื่อนๆขอส่งความปรารถนาดีอันอบอุ่นนี้ให้แก่คุณและครอบครัว ขอให้มีความสุขสันต์เนื่องในวันแห่งการเริ่มต้นใหม่ของปี การงานประสบความสำเร็จและก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป รวมทั้งขอให้มีความสุขกับครอบครัวของคุณด้วย สวัสดีปีใหม่ !

สุขสันต์วันปีใหม่



 


ขอให้ผู้คนมีความสุข ความเจริญในชีวิต
สุขสันต์วันปีใหม่

 
HAPPY NEW YEAR 2012













Presents By
Miss Areerat  Chumyai
51100102130
B.Ed.English 4/2



 












Occupations By :Mr.Jum

วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เชิญเที่ยวงานทุ่งศรีเมือง ประจำปี 2554 ณ จังหวัดอุดรธานี

เชิญเที่ยวชมงานทุ่งศรีเมือง ณ จังหวัดอุดรธานี

 
งานทุ่งศรีเมืองประจำปี 2554
ระหว่างวันที่ 1-15 ธันวาคม 2554


ปี พ.ศ. 2502   สมัย นายจินต์ รักการดี    เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ริเริ่มจัดงานบวงสรวง สักการะบูชา และนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ที่ปกป้องคุ้มครองให้พี่น้องชาวจังหวัดอุดรธานี มีความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา พร้อมเฉลิมฉลองงานบวงสรวงเป็นเวลา 10 วัน 10 คืน  ระหว่างวันที่ 1 – 10 ธันวาคม โดยใช้ชื่องานว่า งานทุ่งศรีเมือง


ซุ้มด้านหน้างานถูกประดับประดาไปด้วยดอกไม้นาๆๆพันธ์
เพื่อสร้างบรรยากาศให้ดูร่มรื่น
  
ภายในงานมีการจัดบูทของหน่วยงานต่างๆ
 

หน้าเวทีกากาชคึกคักไปด้วยการแจกรางวัลให้กับพี่น้องที่มาร่วมในงาน



บูทงานของ อบจ.อุดรธานี  เชิญแวะมาเยี่ยมชมได้ค่ะ

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยสีสันที่หลากหลาย

วงดนตรีหลากหลายรูปแบบ ที่ร่วมแสดงในช่วงกลางคืนเพื่อมอบความสุขให้ทุกท่าน



 ขบวนงานทุ่งศรีเมือง














งานทุ่งศรีเมืองประจำปี 2554
จาก น.ส.อารีรัตน์  จุ้มใหญ่
นักศึกษาคณะครุศาสตร์
สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ปีที่ 4


วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ผมรวยทั้งเงินและน้ำใจครับ

John D. Rockefeller มหาเศรษฐีที่น่าอนาจแต่ปรับปรุงตัวเองจนกลายเป็นที่เคารพ

ผมชักเริ่มสงสัยขึ้นทุกทีแล้วครับ ว่าตกลงแล้ว การที่คนเราส่วนใหญ่เข้าวัดทำบุญ นั่นเพราะเรามีความเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมอย่างเหนียวแน่น หรือแท้ที่จริงเราถูกปลูกฝังความเชื่ออะไรบางอย่างภายใต้จิตสำนึกของเรา ภาพลักษณ์ของการทำบุญเท่าที่เรานึกออกคือ การทำบุญเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต หลายครั้งมันอยู่ในรูปแบบการเสียสละ แต่ในหลายๆครั้ง การทำบุญถูกนำไปใช้ในรูปแบบของการลงทุน ทำด้วยทรัพย์จำนวนเท่านี้ และขอพรด้วยจำนวนเท่านั้น การทำบุญที่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยประสบมา คือความสบายใจที่เกิดขึ้นทั้งก่อน ขณะ และหลังทำบุญ ถ้าหวังมากกว่านี้น่าจะเรียกว่าเป็นความโลภได้

และถ้าคุณได้เคยอ่านหนังสือธรรมะ หรือหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องอิทธิฤทธิ์ของบุญ แล้วก็มีความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ครั้นจะเชื่อก็ดูเหมือนงมงาย ครั้นจะไม่เชื่อก็กลัวถูกกล่าวหาว่าเป็นคนนอกศาสนา เพราะมีแต่คนการันตีๆเอาว่าทำบุญแล้วดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ แต่ไม่มีใครสามารถเอาหลักฐานมาตั้งให้เห็นและจับต้องได้ ทั้งที่ชีวิตนี้ก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดี แล้วเราจะเลือกที่จะเชื่อเรื่องของการทำบุญได้อย่างไรถึงจะเรียกได้ว่าเป็นคนฉลาด โดยที่เราสามารถจับต้องได้ มีหลักการและเหตุผล ไม่งมงาย รวมไปถึงสามารถอธิบายได้ตามหลักจิตวิทยา วิทยาศาสตร์ และศาสนา

ฉะนั้น เรื่องราวในวันนี้ ผมจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่มีตัวตนจริงๆ ที่ได้อานิสงค์จากการทำบุญในปัจจุบันชาติจริง โดยที่เขาไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ และไม่น่าจะมีความรู้เรื่องกฏแห่งกรรม เรียกได้ว่าเขาอาจจะเป็นคนทำบุญที่ไม่ได้ตั้งความเชื่อพื้นฐานเรื่องการทำบุญเหมือนชาวพุทธเลยด้วยซ้ำ ชีวิตการทำบุญของเขา เริ่มต้นจากศูนย์ ซึ่งแตกต่างกับชาวพุทธที่มีความเชื่อเรื่องการทำบุญเต็มที่เลย แล้วคำถามที่น่าสนใจคือ การทำบุญช่วยอะไรเขาได้บ้าง เขาได้รับอานิสงค์อย่างไรจากการทำบุญ

เขาคือผู้โด่งดังจากการก่อตั้งบริษัท Standard Oil และปัจจุบันเป็นคนที่มีบุญคุณต่อคนอีกหลายๆแสนล้านคนในปัจจุบัน เขาคนนั้นมีชื่อว่า John d Rockefeller ครับ



ภาพจาก

ภาพจาก freeinfosociety.com

ถ้าคุณอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร น่าสนใจอย่างไร ผมขอเล่าง่ายๆ ว่าเขาเป็นอภิมหาเศรษฐีโครตรวย รวยโครตๆ รวยจนน่าตกใจ เนื่องจากเขาเป็นคนรวยที่หาตัวจับได้ยาก นิสัยของเขาจึงเต็มไปด้วยความร้ายมากเช่นกัน เขาเป็นคนเจ้าอารมณ์ วิตกจริต ชอบเป็นทุกข์ ไม่ยอมปล่อยวางเรื่องราวต่างๆในชีวิต และไม่ให้อภัยคนเลยแม้แต่เรื่องเดียว ด้วยความเครียดต่างๆนาๆที่เขาเป็นคนสร้างเอาไว้ เพียงแค่วัยกลางคน ร่างกายของเขาไม่ต่างอะไรไปจากซากศพเดินได้

นานวันเข้า การทำงานอย่างไม่ปล่อยวางทำให้สุขภาพของเขาทรุดโทรอย่างหนัก เขารับประทานอาหารแทบไม่ได้ ต้องทานอาหารที่ไม่มีใครอยากทานคือ "นมคน" เพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอด ในวินาทีนั้นชายนิสัยเสียแปลงสภาพกลายเป็นมหาเศรษฐีที่น่าอนาจที่สุดในโลกคนหนึ่ง เขาป่วย เขาโดดเดี่ยว เขากำลังจะตาย ไม่มีใครเข้าใจเขา ไม่มีใครเหลียวแลเขา ไม่มีโศกเศร้าเสียใจให้เขาแม้วันที่เขาตายลาจากโลกนี้ไป

เมื่อถึงขีดสุดของสุขภาพทั้งกายและใจ แพทย์ลงความเห็นให้เขาเลิกใช้ชีวิตของเขากับธุรกิจ ถ้าเขายังไม่เปลี่ยนแปลงนิสัย ความตายจะมาเยือนเขาอย่างรวดเร็วแน่นอน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่แพทย์สามารถมอบให้ได้คือคำแนะนำ แนะนำให้เขา "วางมือ"

และลองเดาสิครับ คนอย่างเขา คนที่คลั่งธุรกิจ เขาตัดสินใจอย่างไร...???

เขาตัดสินใจ แขวนนวมครับ ภาระและหน้าที่ทุกอย่างถูกวางไว้ตรงนั้นเพื่อรักษาชีวิต แต่ถึงเขาวางมือจากการทำงานของเขาก็จริง อุปนิสัยของเขาที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิต มันจะหายไปง่ายๆเชียวหรือ ในเมื่อเขาเป็นคนที่ยึดติดขนาดโคม่า คงไม่ง่ายเลยที่จะรักษาชีวิตของเขาด้วยการเปลี่ยนวิถีชีวิตแค่นั้น และความลับที่สำคัญที่สุดที่แม้แต่ตัวเขาเองไม่รู้ก็คือ แพทย์ที่รักษาตัวเขาก็ลงความเห็นว่าเขาจะสามารถมีชีวิตได้อีกประมาณ 2 ปี หมายความว่าเขาอาจจะต้องตายลงด้วยโรคสารพัดที่รุมเร้าอันมาจากนิสัยของเขาเองภายในวัย 54 ปีเท่านั้น

ระหว่างที่เขากำลังทนทุกข์ทรมานจากโรคของเขาที่เขาไม่ต้องการ เขามีเวลามากพอที่จะทำให้เขาเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับตัวเองทีละเล็กละน้อย การปล่อยวางจากธุรกิจของเขาทำให้เขาผ่อนคลายขึ้น และความผ่อนคลายนั้นเอง(มั้ง) ที่ทำให้เขาเริ่มคำนึงถึงความผิดพลาดของตัวเองในอดีต และเขาอยากแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยกระทำมา ใช่แล้ว เขาเริ่มนึกถึงคนอื่น เขาเริ่มสงสัยว่าเขาจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ จึงจะสามารถสร้างความสุขให้กับคนทั้งโลกได้

และด้วยความรู้สึกตรงนี้เอง ที่ทำให้เขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เขาบริจาคเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสาธารณกุศลโดยไม่แสวงหาผลตอบแทน

ในหนังสือที่เขียนถึงเรื่องราวของเขาได้กล่าวถึงขนาดที่ว่า แหล่งที่รับบริจาคเงินของเขาหลายแห่งปฏิเสธที่จะรับเงินของเขา เพราะชื่อเสียงของเขาที่เขาสร้างเอาไว้มีแต่เรื่องเสียๆทั้งนั้น ซึ่งเขาไม่สนใจ เขายังคงบริจาคต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ผมเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะรู้มั้ย ว่าการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาได้เปลี่ยนแปลงโลกไปมากมายมหาศาลขนาดไหน วงการแพทย์ วงการการศึกษา วงการเศรษฐกิจ สุขภาพ และวงการอื่นๆสามารถพัฒนาอย่างก้าวกระโดดได้ก็เพราะเขา

เมื่อเขาบริจาคจนอื่มตัว เขาก็ตั้งมูลนิธิของเขาขึ้นมา ชื่อมูลนิธิร็อคกี้ เฟลเลอร์ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อต่อสู้โรคภัยไข้เจ็บให้กับคนทั้งโลก เป็นบุญใหญ่ มหากุศล

มาเข้าคำถามสำคัญ เขาได้รับอะไรจากการบริจาคอย่างไม่แสวงหาผลตอบแทน คนใกล้ชิดเขาทุกคน ต่างพากันประหลาดใจเป็นอย่างมาก จากคนที่มีนิสัยสุดโต่งทางด้านความทุกข์ กลายมาเป็นคนที่มีความสุขจากการให้ เขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แม้กระทั่งวันที่ธุรกิจของเขาที่เขาสร้างขึ้นมาเองกับมือถึงวันล่มสลาย เขาก็ยังคงสามารถมีความสุขไม่ทุกข์ร้อน ไม่ยี่ระต่อเรื่องราวที่สามารถทำให้เขาทุกข์อีกต่อไป

เข้าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการเอาชนะความทุกข์ของเขา...???

แพทย์ที่รักษาเขาเคยพยากรณ์ไว้ว่าเขาไม่น่าจะมีอายุเกิน 54 ปี แล้วรู้ไหมครับ เขาเสียชีวิตตอนอายุเท่าไหร่

98 ปีครับ !!! จากคนใกล้ตายด้วยโรคร้ายในวัยกลางคน กลับเป็นคนที่มีอายุยาวนานถึง 98 ปี !!!

แล้วถามว่าภาพลักษณ์ของเขาที่ยังคนตราตรึงอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร ก็ลองไปค้นหาใน Google ดูสิครับ ว่าเขามีคนให้ร้ายกับยกย่องอย่างไหนมากกว่า

แล้วทางจิตวิทยากับทางวิทยาศาสตร์หละ รองรับเรื่องราวที่น่าจะเป็นเรื่องปาฏิหาริย์อย่างนี้ได้หรือเปล่า ทำไมคนใกล้ตายถึงสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้จากการทำบุญ เกิดอะไรขึ้น เพราะอะไร และทำไม คำตอบเดียวที่ผมรู้เรื่องนี้ก็คือ เพราะจิตอยู่เหนือร่างกายครับ ถ้าจิตดี ร่างกายก็มีเชื้อเพลิงที่ดีด้วย จิตที่เบาสบายและมีความสุขจากการทำบุญและความสงบถือเป็นจิตใจที่มีคุณภาพ ซึ่งแตกต่างจากจิตที่คิดแต่จะเอาเพียงอย่างเดียว ลองสังเกตให้ดีนะครับ เวลาเราทำบุญ จิตของเราเป็นอย่างไร ความสบายใจมากมายขนาดนั้น นั่นคือมหากุศลที่เราได้ร่วมกระทำแล้วครับ

John d Rockefeller เกิดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2382 ตายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2458


บทความจาก http://www.healingoftarot.com

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554